ni hao

ni hao

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การค้าและการตลาดระหว่างประเทศ(Trade and international markets)


ความหมาย...การค้าระหว่างประเทศ!!!!!!!!!!!!???????????????
                การค้าระหว่างประเทศ  คือกิจกรรมที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างประเทศ   อาจเปลี่ยนเป็นสิ่งของต่อสิ่งของโดยตรง  หรือใช้เงินตราต่างประเทศเป็นที่ยอมรับทั่วไปเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ จึงทำให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนและวิทยาการเทคโนโลยีต่าง ๆ ระหว่างประเทศ
หลักและทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ
1. แนวคิดของ Adam  Smith เรียกว่า หลักการได้เปรียบโดยเด็ดขาด (Absolute Advantage) หลักการได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) David Ricardo
                กล่าวว่า   แม้ประเทศหนึ่งจะอยู่ในฐานะเสียเปรียบอีกประเทศหนึ่งในการผลิตสินค้าทุกชนิดก็ตาม ประเทศทั้งสองก็ย่อมทำการค้าต่อกันได้ โดยแต่ละประเทศจะเลือกผลิตสินค้าซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าอื่นแล้ว ประเทศตนสามารถผลิตได้ด้วยต้นทุนต่ำสุด
หลักและทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยใหม่  (Heckscher & Ohlin)
                กล่าวว่า  ปริมาณทรัพยากรการผลิตที่แต่ละประเทศมีอยู่ (Factor endowments) เป็นต้นเหตุที่ทำให้เส้นการเป็นไปได้ของการผลิต (Production Possibility Curve หรือ PPC) ของแต่ละประเทศแตกต่างกัน และการที่แต่ละประเทศมี PPC แตกต่างกันจึงเกิดการค้าระหว่างประเทศขึ้นตามทฤษฎีการได้เปรียบโดยการเปรียบเทียบ (Theory of Comparative Advantage) ” กล่าวคือ
                ประเทศใดมีทรัพยากรการผลิตชนิดเหลือเฟือประเทศนั้นก็มีความได้เปรียบในการผลิต ซึ่งใช้ปัจจัยการผลิตชนิดนั้นเป็นส่วนประกอบแล้วส่งออกไปซื้อขายแลกเปลี่ยนกับประเทศอื่น ๆ




ความหมาย.....ของการตลาดระหว่างประเทศ???????????!!!!!!!!!!!!!!!!!???

                     การตลาดระหว่างประเทศ(International Maketing)ได้มีผู้ให้คำจำกัดความเกี่ยวกับการตลาดระหว่างประเทศในหลายๆ คำจำกัดความดังต่อไปนี้
                สมาคมการตลาดแห่งสหรัฐอเมริกา (American Marketing Association: AMA) ได้ให้คำจำกัดความของการตลาดต่างประเทศ (International Marketing) ไว้ว่า การตลาดระหว่างประเทศเป็นกระบวนการวางแผน กระบวนการจัดแนวความคิด การตั้งราคา การจัดช่องทางการจัดจำหน่าย การส่งเสริมทางการตลาดเพื่อให้สินค้าและบริการสามารถตอบสนองความต้องการของบุคคลหรือองค์กรที่อยู่ในนานาประเทศ (Multinational)
               
                ดังนั้นการตลาดระหว่างประเทศ คือ การทำธุรกิจค้าขายอันเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและนำเสนอคุณค่าที่อยู่ในรูปของสินค้าและบริการให้กับลูกค้าข้ามพรมแดนทางรัฐศาสตร์จากประเทศหนึ่งสู่ตลาดระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อการหาตลาดใหม่ เพื่อแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดหรือเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่อยู่ในตลาดระหว่างประเทศ โดยจุดมุ่งหมายที่แท้จริงคือ ธุรกิจต้องการรายได้ที่เป็นเงินจากลูกค้าในตลาดระหว่างประเทศ
               
               



ความแตกต่าง!!!!!!!!!!!!!!!!!!ระหว่างการค้าระหว่างประเทศและการตลาดระหว่างประเทศ...............????????
    การค้าระหว่างประเทศเป็นกิจกรรมที่มุ่งสู่การแลกเปลี่ยนระหว่างสินค้ากับเงินตราต่างประเทศ
      การตลาดระวห่างประเทศเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการทำธุรกิรกิจข้ามชาติ เพื่อให้ได้มาซึ่งตลาดใหม่
     ซึ่งการทำการค้าระหว่างประเทศต้องอาศัยการทำการตลาดระหว่างประเทศซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิดการทำกิจกรรมทางธุรกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุด





วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สาธารณรัฐประชาชนจีน 中华人民共和国

การค้าระหว่างประเทศและแนวโน้มเศรษฐกิจจีน
-------------------------------
การค้าระหว่างประเทศของจีน!!!!!!!!!!!!!!!!!!!>>>>>>>!!!!!!!!!!!!!!
การค้าและการลงทุน
เงินตรา สกุลเงินเรียกว่า “เหรินหมินปี้” (人民币)โดยมีหน่วยเรียกเป็น “หยวน” (元)


อัตราแลกเปลี่ยน
1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 6.8 หยวน (ก.ย. 2552)
1 ยูโร เท่ากับ 9.9 หยวน (ก.ย. 2552)
1 หยวน เท่ากับ 5.2 บาท (ก.ย. 2552)

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี
2,320 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551) (ปี 2546 เป็นปีแรกที่สูงเกิน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ)


GDP
4.222 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551) ถือว่าเศรษฐกิจของจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก (รองจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น)


GDP Growth
9% (ปี 2551)
11.4% (ปี 2550)
10.7% (ปี 2549)


ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ
2.033 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (มิ.ย. 2552)


อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 6 (ปี 2551)

การค้าระหว่างประเทศ
เศรษฐกิจจีนยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องภายใต้นโยบายการปฏิรูปและการเปิดประเทศที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2521 รัฐบาลจีนมีเป้าหมายที่จะเน้นผลผลิตทางการเกษตรให้พอเพียงสำหรับการบริโภคภายในประเทศ โดยการเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อยกระดับการผลิตและการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมกันด้วย


บทบาททางเศรษฐกิจของจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอิทธิพลและความสำคัญที่มีต่อภูมิภาค มูลค่า GDP ของจีนเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับร้อยละ 9-10 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจจีนกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยผลักดันการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก จีนดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง และค่าเงินหยวนอย่างต่อเนื่องในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยนอกจากจะปรับปรุงเพื่อยกระดับมาตรฐานทางเศรษฐกิจของตนเองให้แข่งขันในโลกปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้นแล้ว ยังมีนัยทางการเมืองที่ต้องการแสดงความตั้งใจจริงของรัฐบาลจีนในการชะลอและป้องกันภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป และต้องการปรับความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ ซึ่งพยายามกดดันให้จีนปรับค่าเงินหยวน เพื่อลดการเสียดุลการค้าและปัญหาการว่างงาน อย่างไรก็ดี จีนตั้งเป้าอัตราเติบโต GDP ปี 2552 ไว้ที่ร้อยละ 8 ทั้งนี้ ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐฯและยุโรปส่งผลให้มีการสั่งซื้อสินค้าจากจีนลดลง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกของจีนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนับแต่ปลายปี 2551
เพื่อรักษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตามเป้าหมาย รัฐบาลจีนได้จัดสรรงบประมาณ 4 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 20 ล้านล้านบาท) เป็นระยะเวลา 2 ปี (2552-2553) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยมุ่งที่การบริโภคภายในและการลงทุนเป็นหลัก รวมถึงออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในด้านโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน การเพิ่มสภาพคล่องและจัดสรรแหล่งเงินกู้ในภาคธุรกิจ รวมถึงการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมและการเพิ่มแรงจูงใจในการลงทุนในภาคส่วนที่รัฐต้องการสนับสนุน
รัฐบาลจีนได้ส่งเสริมให้ใช้สกุลเงินหยวนในการทำธุรกรรมการค้าข้ามพรมแดนกับกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อลดความความเสี่ยงในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศจากการพึ่งพิงแต่เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ โดยคณะรัฐมนตรีจีนได้เห็นชอบ เมื่อปลายปี 2551 กำหนดให้มณฑลยูนนานและเขตปกครองตนเองกวางสีฯ ดำเนินโครงการนำร่องใช้เงินสกุลหยวนทำการค้ากับกลุ่มประเทศอาเซียน และให้มณฑลแถบ Pearl River Delta และ Yangtze River Delta ใช้เงินสกุลหยวนทำการค้ากับฮ่องกงและมาเก๊า


นโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจของจีน มีรายละเอียด ดังนี้
(1) ยึดมั่นการกระตุ้นอุปสงค์ของตลาดภายในประเทศต่อไป
(2) ดำเนินนโยบายการคลังในเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อยึดเป็นยุทธศาสตร์
ระยะยาวของประเทศ รวมทั้งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินหยวน โดนดำเนินนโยบายการเงินยืดหยุ่นตามความเหมาะสม
(3) เร่งปรับโครงสร้างด้านการเกษตร การปฏิรูปชนบท และการเพิ่มรายได้
ให้แก่เกษตรกร
(4) เร่งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในเชิงยุทธศาสตร์ โดยเน้นการพัฒนา
ด้านเทคโนโลยีแก่วิสาหกิจจีน ยกระดับมาตรฐานเทคโนโลยีการผลิต
พัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคคล และใช้โอกาสที่จีน
เข้าเป็นสมาชิก WTO ขยายการติดต่อและร่วมมือกับต่างประเทศมากขึ้น
(5) ปรับเปลี่ยนการบริหารงานด้านเศรษฐกิจของภาครัฐ เพื่อความเป็นเอกภาพ
ของนโยบายและความโปร่งใส ซึ่งจะยกระดับการทำงานให้สอดคล้องกับ
หลักสากล รวมทั้งฝึกฝนอบรมบุคลากรที่เชี่ยวชาญในกฎหมายและเศรษฐกิจ
ระหว่างประเทศ
(6) พัฒนาภาคตะวันตก เพื่อลดความเลื่อมล้ำระหว่างการพัฒนา และมาตรฐาน
ความเป็นอยู่ของประชาชนทางภาคตะวันออก และตะวันตก
(7) พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมไฮเทค เพื่อส่งเสริม
การพัฒนาที่ยั่งยืน และเพิ่มมูลค่าของสินค้า
(8) จีนมีนโยบายเปิดกว้างด้านตลาดหลักทรัพย์ โดยนักลงทุนต่างชาติที่มี
คุณสมบัติเหมาะสมสามารถยื่นขอใบอนุญาต Qualified Foreign Institutional
Investor: QFII จากคณะกรรมการกำกับและดูแลตลาดหลัดทรัพย์จีน
(China Securities Regulatory Commission: CSRC) โดยนโยบายดังกล่าว
เริ่มใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2545


ในปัจจุบันตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรจีนมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเดิมสงวนไว้สำหรับนักธุรกิจจีนเท่านั้น การเปิดตลาดจึงเปรียบเสมือนการเปิดโอกาสในการลงทุนทีมีมูลค่าสูงให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ขณะเดียวกัน จะช่วยระดมทุนใหม่ ๆ และสร้างความชำนาญให้แก่ตลาดหลักทรัพย์จีน และกระตุ้นให้เกิดแรงซื้อขายในตลาดหุ้น


ตลาดส่งออกสินค้าที่สำคัญ
สหรัฐฯ ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมัน


ตลาดนำเข้าสินค้าที่สำคัญ
ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ สหรัฐฯ เยอรมัน


สินค้าออกที่สำคัญ
ชิ้นส่วนและวัสดุอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องกระเป๋าเดินทาง เฟอร์นิเจอร์และส่วนประกอบ


สินค้าเข้าที่สำคัญ
แผงวงจรไฟฟ้า น้ำมันปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบ ชิ้นส่วนและวัสดุอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สินแร่ เครื่องจักรฯ


การลงทุนจากต่างประเทศ
ในส่วนของการลงทุนจากต่างประเทศ มูลค่าเงินลงทุนในจีน (FDI) มีมูลค่าประมาณ 92,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551) เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 จีนเป็นแหล่งรองรับเงินทุนต่างประเทศมากเป็นอันดับ 2 ของโลก (รองจากสหรัฐอเมริกา)


ในขณะที่จีนได้ไปลงทุนในต่างประเทศ (ยกเว้นด้านการเงิน) คิดเป็นมูลค่า 40,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2551)


ผู้ลงทุนที่สำคัญ
ฮ่องกง ไต้หวัน สหรัฐฯ เยอรมนี สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้